เอนหลังฟัง #1 : ศิลปะแห่งการฟังด้วยความรู้สึกตัว
สิ้นสุดแล้วอบรมการฟังด้วยความรู้สึกตัว จากหนังสือ เอนหลังฟัง จะพาไปรู้จักกับ การฟัง 4 แบบ และการพูด 3 แบบ เหมาะกับผู้ที่สนใจในสุนทรียสนทนา และการฟังอย่างลึกซึ้ง คอร์สนี้ไม่อิงตำราฝรั่ง เน้นการฝึกปฏิบัติโดยกระบวนกรประสบการณ์กว่า 15 ปี บนเส้นทางการค้นหา ตกผลึกเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติกับตนเอง และแบ่งปันกับผู้คนมากมาย
วันที่ 1: 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 · 09:00 – 17:00 น. วันที่ 2: 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 · 09:00 – 17:00 น.
ฟังแต่ไม่ได้ยิน ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง เมื่อการฟังไม่ใช่แค่ทักษะการสื่อสาร แต่เป็นการเปิดโลกแห่งความเข้าใจตนเองและผู้อื่น
โลกที่เต็มไปด้วยคลื่นเสียง และการร้องเรียกความสนใจ
หลายคนรู้สึกถึงความท่วมท้น และเลือกจะหันหลัง สร้างอาณาเขตส่วนตน
หลายคนเลือกที่จะยักไหล่ และวางเมินกับคลื่นความถี่ ซึ่งไม่ตรงกับความสนใจ
หลายคนตั้งคำถาม วิ่งตามและเหนื่อยล้า ผู้รู้อยู่ที่ไหน ค้างเติ่งระคนผิดหวัง
อยู่หลายคน เหมือนอยู่คนเดียว ความโดดเดี่ยว ที่ไม่ถูกรับฟัง เหมือนความเงียบที่ตะโกนใส่ อย่างไม่หยุดระงับ ใบหน้าที่รู้จักมักคุ้น แต่ทำไม เสียงที่เปล่งออกไป สะท้อนกลับมา ราวกลับผนังเยียบเย็น
หลายคนอยากจะได้อะไรสักอย่าง จากความสัมพันธ์ จากสังคม จากโลก แต่ก็ไม่รุ้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
การฟังไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นการเดินทางที่แต่ละคน จะเสาะแสวงหาด้วยตัวเอง
ยังดีที่เราเป็นปัจจัย และเป็นเพื่อนร่วมทางกันได้
ให้เวลากับตัวคุณมา “เอนหลังฟัง” ว้นที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ ที่ล้านนาอารีย์ 9:00-16:30 น.
กับผู้ร่วมทาง
อ. ประสาท ประเทศรัตน์ (เทพกีต้าร์) กระบวนกรสุนทรียสนทนา เวฟแรกตั้งแต่วงน้ำชา จ. เชียงราย จะเดินทางจาก จ. แพร่ มาร่วมนำกระบวนการ
พี่ฉั่ว ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย อดีตสมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ นักวิจัยจิตตปัญญา และผู้แต่งหนังสือ เอนหลังฟัง
ค่า ลงทะเบียน 2,500 บ. Early Bird ถึง 24 มิถุนายน ราคา 2,000 บ.
นักเรียนและนักศึกษา ต่ำกว่า ปริญญาตรี 1,500 บ.
เสียงจากผู้เข้าร่วมอบรม
Workshop ที่แหวกแนวและแตกต่างจากการเรียนรู้ทั่วๆ ไป ที่นี่ไม่เน้นทฤษฏีมากๆแต่ทว่ากลับมีการสอดแทรกธรรมชาติความรู้สึกตัวที่เป็นสัญชาติญาณแต่ดั้งเดิม ซึ่งเราเอง ได้หลงลืมมันไป เพราะเอาใจไปเพริดเตลิดไปกับความคิด ไม่ได้อยู่กับคนและเรื่องราวตรงหน้า ซึ่งหากใครจับหลักและแกนเรื่องของคลาส workshop นี้ได้ เชื่อว่าการฟังของท่านจะพัฒนาไปได้ไกล รวมถึงการพัฒนาขึ้นในทุกๆ กิจกรรมทั้งฟัง พูด อ่านและเขียนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในชีวิตตนที่มีต่อคนรอบข้าง ขอบคุณกระบวนกรและขอบคุณทุกกระบวนการที่นำให้มาพบสิ่งนี้
ประสบการณ์จาก workshop ครั้งนี้ทำให้ได้กลับมา reflect มากขึ้นว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีสติมากเพียงพอหรือปล่าว หรือหลายครั้งเราใช้ชีวิตอยู่ในโหมด auto-pilot ซึ่งทำให้เกิดการหลงๆลืมๆ เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับการฟังมากขึ้น และอยู่กับความคิดน้อยลง workshop ครั้งนี้สอนให้ expression ของเรามีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แสดงออกไปโดยคัดกรองตัวเองน้อยลง เพราะเราเข้าใจว่าแล้วว่าสิ่งที่สำคัญคือการอยู่ในปัจจุบันกับความรู้สึกของตัวเอง
เป็นการอบรมที่เปิดประสบการณ์เข้าถึงตนตัวความรู้สึกด้านในที่ลึกซึ้งมากครับ ยิ่งในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่อยู่กับความคิด การได้ปรับไปรับรู้อย่างตรงไปตรงมา รู้สึกอย่างตรงไปตรงมา เป็นสิ่งที่ควรฝึกฝนและใคร่ครวญอย่างต่อเนื่อง และผมเชื่อว่าจะทำให้เราอยู่ในโลกที่เปลี่ยแปลงไวได้อย่างเบาใจมากขึ้นครับ
ได้หวนกลับมาใส่ใจ การรับรู้ความรู้สึกอีกครั้ง หลังจากที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ชีวิต ที่รุมเร้าด้วยสิ่งที่กระตุ้นการคิดมากการรับรู้ความรู้สึก เกือบตลอดเวลา ได้เรียนรู้ด้วยวิธีที่แตกต่าง คือ ฝึกเลยตรงนั้น ทีแรกก็งงๆ พอต่อมาจึงเข้าใจว่าอาจารย์ฝึกเราเลยตรงนั้น ได้รับรู้ถึงประโยชน์ของการสลับมารับรู้ความรู้สึกแบบง่ายๆ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น ได้เรียนรู้การฟังที่สร้างพลังบวกให้จิตใจ และสามารถมีผลต่อเนื่องไปถึงการทำงานและการใช้ชีวิต
การเรียนรู้ที่เรียบง่าย ได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดของตัวเอง และการฟังที่ได้ยินเสียงของตัวเองจริงๆ คอร์สนี้ น่าจะเหมาะกับคนที่ขี้กังวล คิดเยอะหรือมีเรื่องยุ่งๆในชีวิต เพราะเมื่อจบคอร์สคุณจะรู้วิธีการรับมือจัดการเสียงในหัวของเราเอง แนะนำให้ลองมาดูนะคะ
ประสาท ประเทศรัตน์
กระบวนกร
กระบวนกรสุนทรียสนทนารุ่นบุกเบิก ผู้ร่วมขับเคลื่อนวงน้ำชา จังหวัดเชียงราย และผู้ทำงานด้านการเรียนรู้ผ่านการฟัง การสนทนา และดนตรีมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันพำนักอยู่ที่จังหวัดแพร่
พี่ฉั่ว ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย
ผู้ช่วยกระบวนกร
นักการละคร กระบวนกร และผู้ก่อตั้งคณะละครขับเคลื่อนสังคมมาร็องดู อดีตสมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ นักวิจัยด้านจิตตปัญญาศึกษา และผู้แต่งหนังสือ เอนหลังฟัง
25-26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เวลา: 09:00 – 17:00 น.
ล้านนาอารีย์ 37/2 ซอยอารีย์ 2 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร (เข้าซอยอารีย์ 2 จะเห็นเป็นเรือนไม้ทรงไทย)
จาก 1,500 บาท